วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557

ทันภัยการใช้ Internet


วิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมคอมพิวเตอร์

ปัจจุบันการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ประชาชนมีการใช้สื่อสารสนเทศครอบคลุมเกือบทุกด้านของวิถีชีวิต ทั้งการติดต่อสื่อสาร การเสพข่าวสารและความบันเทิงต่างๆ การดำเนินธุรกิจ หรือธุรกรรมทางการเงิน ตลอดจนการใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ซึ่งได้กลายเป็นช่องว่างให้เหล่าอาชญากรใช้สื่อสารสนเทศในการหลอกลวงผู้อื่น ส่งผลให้ผู้ใช้ตกเป็นเหยื่อทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม เช่น ข้อมูลบัตรเครดิตถูกแฮกเกอร์ขโมยแล้วนำไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย และส่งผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลบัตรที่กระทำความผิดโดยไม่ตั้งใจ ดังนั้น ผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศควรระมัดระวังและทราบวิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
วิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
นั้นๆก็อาจจะอนุญาตให้ผ่านเข้ามาในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้
            ผู้ใช้งานส่วนใหญ่อาจไม่ทันได้ตระหนักว่าภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองนั้นมีข้อมูลสำคัญและเป็นที่ต้องการของอาชญากรมากเพียงใด จึงอาจทำให้ละเลยการติดตั้งโปรแกรมที่สามารถช่วยป้องกันคอมพิวเตอร์ไปเสีย เหตุผลที่ผู้ไม่หวังดีต้องการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของเรามีอยู่ด้วยกันหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น ต้องการทำลายข้อมูลสารสนเทศหรือระบบคอมพิวเตอร์ของเรา ทำให้คอมพิวเตอร์ของเราเกิดความเสียหาย เช่น ข้อมูลในเครื่องหายไป เปิดเครื่องไม่ได้ ต้องการขโมยข้อมูลสำคัญๆในเครื่องของเรา เช่น บัญชีผู้ใช้ พาสเวิร์ด เลขบัญชีธนาคาร เพื่อขโมยเงินในบัญชีธนาคารของเรา หรือขโมยข้อมูลส่วนตัวของเราเพื่อนำไปหลอกลวงผู้อื่นอีกทอดหนึ่ง ประการสุดท้ายคือ ต้องการทำลายระบบคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆเป็นทอด โดยผู้ไม่หวังดีจะทำการบุกรุกและปล่อยไวรัสหรือโปรแกรมที่ไม่หวังดีเข้ามาฝังตัวอยู่ในเครื่องของเราก่อน จากนั้นไวรัสหรือโปรแกรมเหล่านั้นจะสั่งการให้คอมพิวเตอร์ของส่งต่อไวรัสไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆอีกเป็นทอดๆ อาจทำโดยการส่งอีเมล์ที่ติดไวรัสหรือมีโปรแกรมอันตรายแนบไปด้วยไปให้เพื่อนเรา เป็นต้น
วิธีป้องกันสามารถทำได้โดยการตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทุกครั้งหลังการใช้งาน ติดตั้งไฟร์วอลล์หรือโปรแกรมแอนติไวรัสลงในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสกัดกั้นไวรัสหรือโปรแกรมที่ไม่หวังดีเหล่านี้ ไม่ให้เข้ามาทำลายระบบคอมพิวเตอร์ได้ อีกทั้งควรหมั่นอัพเดตการทำงานของโปรแกรมให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อช่วยหลีกเลี่ยงการติดไวรัสตัวใหม่ๆที่อาจถูกสร้างขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา

       การสวมรอยบุคคล (Identity Theft)
ในปัจจุบัน นอกจากการขโมยเอกสารสำคัญเช่น บัตรประจำตัวประชาชน บัญชีธนาคารที่อยู่ในรูปแบบของกระดาษแล้ว ยังมีการขโมยในอีกรูปแบบหนึ่งนั่นก็คือการขโมยเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายที่อาจเผลอวางทิ้งไว้โดยตรง เมื่อเอกสารหรือข้อมูลสำคัญเหล่านั้นถูกขโมยไปแล้ว ผู้ไม่หวังดีอาจนำไปขายต่อเพื่อเอาเงินหรืออาจสวมรอยเป็นเจ้าของเอกสารนั้นและทำธุรกรรมต่างๆเสมือนเป็นเจ้าของเอกสารจริงๆ เช่น ขโมยบัญชีและพาสเวิร์ดของธนาคารออนไลน์เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้ไม่หวังดี หรือนำเงินในบัญชีไปซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ทำให้ผู้เสียหายได้รับผลกระทบ เสียทั้งทรัพย์สินเงินทอง และเสียประวัติในคดีที่ตนเองไม่ได้ก่อ เป็นต้น

วิธีการป้องกันสามารถทำได้หลายวิธีดังนี้
       ระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญๆ เช่น เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน บัตรเครดิต เลขที่บัญชีธนาคาร พาสเวิร์ดต่างๆ เพราะผู้ไม่หวังดีจะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการเข้าสู่บัญชีผู้ใช้ในเว็บไซต์ต่างๆหรือบัญชีธนาคารออนไลน์ของเรา
       ให้ระมัดระวังการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเลขที่หรือรหัสบัตรเครดิต เช่นในการกรอกข้อมูลลงในแบบฟอร์มออนไลน์ ควรจะทำธุรกรรมผ่านเว็บไซต์ที่ไว้ใจได้และควรตรวจสอบชื่อและที่อยู่เว็บไซต์ให้ดีทุกครั้ง นอกจากนี้พึงระลึกไว้เสมอว่าธนาคารจะไม่มีการร้องขอให้เรากรอกข้อมูลส่วนตัวใดๆผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หากผู้ใช้งานพบเจอ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าคือเว็บไซต์ปลอม
        เวลาที่ผู้ใช้งานจะซื้อสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ ควรที่จะตรวจเช็คให้ดีก่อนทำการสั่งซื้อว่าเว็บไซต์นั้นสามารถเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด มีประวัติย้อนหลังในการโกงลูกค้าคนก่อนๆหรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจโอนเงินหรือให้ข้อมูลบัตรเครดิตแก่เขาไป
        เลือกใช้พาสเวิร์ดที่ยากต่อการคาดเดา อย่าใช้พาสเวิร์ดที่สามารถเดาได้ง่าย เช่น พ.ศ.เกิด เบอร์โทรศัพท์สี่ตัวหลังหรือเลขบัตรประชาชนสี่ตัวหลังเป็นต้น อีกทั้งควรหมั่นเปลี่ยนพาสเวิร์ดใหม่บ่อยๆ เช่น ทุกๆ 3 เดือนหรือ 6 เดือน และอย่าใช้พาสเวิร์ดซ้ำๆกันกับบัญชีผู้ใช้ทุกอันที่เรามี เพราะถ้าหากผู้ไม่หวังดีนั้นรู้พาสเวิร์ดของเรา เขาจะสามารถเข้าบัญชีผู้ใช้ของเราได้ทั้งหมดและจะทำให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก

        โปรแกรมโทรจัน (Trojan Program)
            โปรแกรมโทรจันนั้นคือโปรแกรมที่เข้ามาสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานและฝังตัวทำงานอยู่ในคอมพิวเตอร์โดยที่คุณไม่รู้ตัว โปรแกรมโทรจันนี้อาจติดมากับไฟล์ที่ถูกแนบว่าในอีเมล์ หรือติดมากับแฟลชไดรฟว์หรืออุปกรณ์เก็บข้อมูลขนาดพกพาอื่น เมื่อนำแฟลชไดรฟว์ไปเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆก็จะทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นติดโปรแกรมโทรจันได้ ส่วนสาเหตุที่เรียกว่า โทรจัน นั้นก็เป็นเพราะว่าโปรแกรมนี้ใช้หลักการทำงานเดียวกันกับม้าโทรจันในนิยายปรัมปราของกรีก ที่มองภายนอกก็เป็นเพียงแค่ม้าไม้ธรรมดาๆ โปรแกรมไม่มีใครรู้ว่ามีข้าศึกแอบซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้นั้น เมื่อถูกนำเข้าไปในอาณาจักรของศัตรู ข้าศึกก็ออกมาโจมตีเมืองของศัตรูจนย่อยยับ เช่นเดียวกับโปรแกรมโทรจันที่แฝงตัวอยู่กับไฟล์ประเภทต่างๆ เมื่อผู้ใช้งานดาวน์โหลดไฟล์นั้นเข้าไปในตัวเครื่อง โทรจันก็เข้าสู่ตัวเครื่องด้วย และทำลายระบบคอมพิวเตอร์ของคุณในที่สุด อย่างไรก็ดี การที่เราดาวน์โหลดไฟล์หรือโปรแกรมที่มีโทรจันแฝงมาด้วยนั้น โทรจันจะยังไม่ทำงานหรือฝังตัวลงในคอมพิวเตอร์ทันที โทรจันจะฝังตัวลงในคอมพิวเตอร์ก็ต่อเมื่อผู้ใช้งานสั่งรันหรือติดตั้งลงในคอมพิวเตอร์เท่านั้น
วิธีการป้องกันก็คือ ผู้ใช้งานจึงต้องระมัดระวังในการดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งข้อมูลหรือเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือเท่านั้น อีกทั้งควรติดตั้งโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพในการดักจับหรือสกัดกั้นโทรจันเพื่อไม่ให้เข้าไปทำความเสียหายแก่เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณได้ และหมั่นอัพเดตโปรแกรมเพื่อให้โปรแกรมสามารถดักจับโทรจันตัวใหม่ได้เสมอ อีกทั้งยังควรสแกนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้งเพื่อความปลอดภัยด้วย

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

บริการต่าง ๆ ของอินเตอร์เน็ต


1. World Wide Web (WWW) เครือข่ายใยแมงมุม
          เป็นการเข้าสู่ระบบข้อมูลอย่างข้อมูลในรูปของ Interactive Multimedia คือ มีทั้งรูปภาพ ข้อความ ภาพเคลื่อนไหว เสียง และวีดีโอ อีกทั้งข้อมูลเหล่านี้ยังใช้ระบบที่เรียกว่า hypertext กล่าวคือ จะมีคำสำคัญหรือรูปภาพในข้อมูลนั้นที่จะช่วยให้ท่าน เข้าสู่รายละเอียดที่ลึกและกว้างขวางยิ่งขึ้น คำสำคัญดังกล่าวจะเป็นคำที่เป็นตัวหนา หรือขีดเส้นใต้ เพียง แต่ท่านเลือกกด ที่คำ ที่เป็นตัวหนาหรือขีดเส้นใต้ นั้น ๆ ท่านก็สามารถเข้าสู่ข้อมูลเพิ่มเติมได้ (ข้อมูลเหล่านี้จะมีผู้สร้างขึ้นมาและเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ ต่าง ๆ ทั่วโลก)
                        

2. ไปรษณีย์อิเลคทรอนิคส์ (Electronic Mail หรือ E-Mail)
    เป็นบริการหนึ่งบนอินเทอร์เนตที่คนนิยมใช้กันมากคือส่งจดหมายโดยทางคอมพิวเตอร์ถึงผู้ที่มีบัญชีอินเตอร์เน็ต ด้วยกันไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลคนละซีกโลกจดหมายก็จะไปถึงอย่างสะดวกรวดเร็วและง่ายดายโปรแกรมที่ใช้ ได้แก่
Hotmail  , YahooMail , ThaiMail และยังมี Mail ต่าง ๆ ที่ให้บริการอย่างมากมายในปัจจุบัน ตามหน่วยงานหรือ
องค์กรต่าง ๆ                         

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

ภาษาซีพลัสพลัส




ภาษาซีพลัสพลัส (อังกฤษC++) เป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์อเนกประสงค์ มีโครงสร้างภาษาที่มีการจัดชนิดข้อมูลแบบสแตติก (statically typed) และสนับสนุนรูปแบบการเขียนโปรแกรมที่หลากหลาย (multi-paradigm language) ได้แก่ การโปรแกรมเชิงกระบวนคำสั่งการนิยามข้อมูลการโปรแกรมเชิงวัตถุ, และการโปรแกรมแบบเจเนริก (generic programming) ภาษาซีพลัสพลัสเป็นภาษาโปรแกรมเชิงพาณิชย์ที่นิยมมากภาษาหนึ่งนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990
เบียเนอ สเดราสดร็อบ (Bjarne Stroustrup) จากเบลล์แล็บส์ (Bell Labs) เป็นผู้พัฒนาภาษาซีพลัสพลัส (เดิมใช้ชื่อ "C with classes") ในปี ค.ศ. 1983 เพื่อพัฒนาภาษาซีดั้งเดิม สิ่งที่พัฒนาขึ้นเพิ่มเติมนั้นเริ่มจากการเพิ่มเติมการสร้างคลาสจากนั้นก็เพิ่มคุณสมบัติต่างๆ ตามมา ได้แก่ เวอร์ชวลฟังก์ชัน การโอเวอร์โหลดโอเปอเรเตอร์ การสืบทอดหลายสาย เทมเพลต และการจัดการเอกเซพชัน มาตรฐานของภาษาซีพลัสพลัสได้รับการรับรองในปี ค.ศ. 1998 เป็นมาตรฐาน ISO/IEC 14882:1998 เวอร์ชันล่าสุดคือเวอร์ชันในปี ค.ศ. 2003 ซึ่งเป็นมาตรฐาน ISO/IEC 14882:2003 ในปัจจุบันมาตรฐานของภาษาในเวอร์ชันใหม่ (รู้จักกันในชื่อ C++0x) กำลังอยู่ในขั้นพัฒนา

รูปแบบของการออกแบบภาษาซีพลัสพลัส[แก้]

  • ภาษาซีพลัสพลัสได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นภาษาสำหรับการเขียนโปรแกรมทั่วไป สามารถรองรับการเขียนโปรแกรมในระดับภาษาเครื่องได้ เช่นเดียวกับภาษาซี
  • ในทางทฤษฎี ภาษาซีพลัสพลัสควรจะมีความเร็วเทียบเท่าภาษาซี แต่ในการเขียนโปรแกรมจริงนั้น ภาษาซีพลัสพลัสเป็นภาษาที่มีการเปิดกว้างให้โปรแกรมเมอร์เลือกรูปแบบการเขียนโปรแกรม ซึ่งทำให้มีแนวโน้มที่โปรแกรมเมอร์อาจใช้รูปแบบที่ไม่เหมาะสม ทำให้โปรแกรมที่เขียนมีประสิทธิภาพต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และภาษาซีพลัสพลัสนั้นเป็นภาษาที่มีความซับซ้อนมากกว่าภาษาซี จึงทำให้มีโอกาสเกิดบั๊กขณะคอมไพล์มากกว่า
  • ภาษาซีพลัสพลัสได้รับการออกแบบเพื่อเข้ากันได้กับภาษาซีในเกือบทุกกรณี (ดูเพิ่มเติมที่ Compatibility of C and C++)
  • มาตรฐานของภาษาซีพลัสพลัส ถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้มีการเจาะจงแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์
  • ภาษาซีพลัสพลัสถูกออกแบบมาให้รองรับรูปแบบการเขัยนโปรแกรมที่หลากหลาย (multi-paradigm)




วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โปรแกรมคอมพิวเตอร์

ความหมายของโปรแกรมคอมพิวเตอร์

คือ กลุ่มชุดคำสั่งที่ใช้อธิบายชิ้นงาน หรือกลุ่มงานที่จะประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์โปรแกรมคอมพิวเตอร์อาจหมายถึง ซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน หรือ โปรแกรม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่นั้นเป็นชุดคำสั่งที่ออกแบบตามขั้นตอนวิธี โดยปกติแล้วเขียนโดยโปรแกรมเมอร์ หรือไม่ก็สร้างโดยโปรแกรมอื่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ชุดหนึ่ง ๆ อาจเขียนขึ้นด้วยระบบรหัส หรือที่เรียกว่า ภาษาเครื่อง ซึ่งมักเขียนได้ยากและเหมาะกับช่างเทคนิคเฉพาะทาง ภายหลังจึงได้มีการสร้างภาษาโปรแกรมที่ใกล้เคียง
ภาษามนุษย์มากขึ้น


ขั้นตอนในการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์

การวิเคราะห์ปัญหา
การวิเคราะห์ปัญหา ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
  1. กำหนดวัตถุประสงค์ของงาน เพื่อพิจารณาว่าโปรแกรมต้องทำการประมวลผลอะไรบ้าง
  2. พิจารณาข้อมูลนำเข้า เพื่อให้ทราบว่าจะต้องนำข้อมูลอะไรเข้าคอมพิวเตอร์ ข้อมูลมีคุณสมบัติเป็นอย่างไร ตลอดจนถึงลักษณะและรูปแบบของข้อมูลที่จะนำเข้า
  3. พิจารณาการประมวลผล เพื่อให้ทราบว่าโปรแกรมมีขั้นตอนการประมวลผลอย่างไรและมีเงื่อนไปการประมวลผลอะไรบ้าง
  4. พิจารณาข้อสนเทศนำออก เพื่อให้ทราบว่ามีข้อสนเทศอะไรที่จะแสดง ตลอดจนรูปแบบและสื่อที่จะใช้ในการแสดงผล

การออกแบบโปรแกรม
        การออกแบบขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมเป็นขั้นตอนที่ใช้เป็นแนวทางในการลงรหัสโปรแกรม ผู้ออกแบบขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมอาจใช้เครื่องมือต่างๆ ช่วยในการออกแบบ อาทิเช่น คำสั่งลำลอง (Pseudocode) หรือ ผังงาน (Flow chart) การออกแบบโปรแกรมนั้นไม่ต้องพะวงกับรูปแบบคำสั่งภาษาคอมพิวเตอร์ แต่ให้มุ่งความสนใจไปที่ลำดับขั้นตอนในการประมวลผลของโปรแกรมเท่านั้น




การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์
       การเขียนโปรแกรมเป็นการนำเอาผลลัพธ์ของการออกแบบโปรแกรม มาเปลี่ยนเป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่ง ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องให้ความสนใจต่อรูปแบบคำสั่งและกฎเกณฑ์ของภาษาที่ใช้เพื่อให้การประมวลผลเป็นไปตามผลลัพธ์ที่ได้ออกแบบไว้ นอกจากนั้นผู้เขียนโปรแกรมควรแทรกคำอธิบายการทำงานต่างๆ ลงในโปรแกรมเพื่อให้โปรแกรมนั้นมีความกระจ่างชัดและง่ายต่อการตรวจสอบและโปรแกรมนี้ยังใช้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบ

การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม
       การทดสอบโปรแกรมเป็นการนำโปรแกรมที่ลงรหัสแล้วเข้าคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจสอบรูปแบบกฎเกณฑ์ของภาษา และผลการทำงานของโปรแกรมนั้น ถ้าพบว่ายังไม่ถูกก็แก้ไขให้ถูกต้องต่อไป ขั้นตอนการทดสอบและแก้ไขโปรแกรม อาจแบ่งได้เป็น 3 ขั้น

  1. สร้างแฟ้มเก็บโปรแกรมซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำโปรแกรมเข้าผ่านทางแป้นพิมพ์โดยใช้โปรแกรมประมวลคำ
  2. ใช้ตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์แปลโปรแกรมที่สร้างขึ้นเป็นภาษาเครื่อง โดยระหว่างการแปลจะมีการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบและกฎเกณฑ์ในการใช้ภาษา ถ้าคำสั่งใดมีรูปแบบไม่ถูกต้องก็จะแสดงข้อผิดพลาดออกมาเพื่อให้ผู้เขียนนำไปแก้ไขต่อไป ถ้าไม่มีข้อผิดพลาด เราจะได้โปรแกรมภาษาเครื่องที่สามารถให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้
  3. ตรวจสอบความถูกต้องของการประมวลผลของโปรแกรม โปรแกรมที่ถูกต้องตามรูปแบบและกฎเกณฑ์ของภาษา แต่อาจให้ผลลัพธ์ของการประมวลผลไม่ถูกต้องก็ได้ ดังนั้นผู้เขียนโปรแกรมจำเป็นต้องตรวจสอบว่าโปรแกรมประมวลผลถูกต้องตามต้องการหรือไม่ วิธีการหนึ่งก็คือ สมมติข้อมูลตัวแทนจากข้อมูลจริงนำไปให้โปรแกรมประมวลผลแล้วตรวจสอบผลลัพธ์ว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าพบว่าไม่ถูกต้องก็ต้องดำเนินการแก้ไขโปรแกรมต่อไป การสมมติข้อมูลตัวแทนเพื่อการทดสอบเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ลักษณะของข้อมูลตัวแทนที่ดีควรจะสมมติทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลที่ผิดพลาด เพื่อทดสอบว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถครอบคลุมการปฏิบัติงานในเงื่อนไขต่างๆ ได้ครบถ้วน นอกจากนี้อาจตรวจสอบการทำงานของโปรแกรมด้วยการสมมติตัวเองเป็นคอมพิวเตอร์ทีจะประมวลผล แล้วทำตามคำสั่งทีละคำสั่งของโปรแกรมนั้นๆ วิธีการนี้อาจทำได้ยากถ้าโปรแกรมมีขนาดใหญ่ หรือมีการประมวลผลที่ซับซ้อน

การทำเอกสารประกอบโปรแกรม
การทำเอกสารประกอบโปรแกรมเป็นงานที่สำคัญของการพัฒนาโปรแกรม เอกสารประกอบโปรแกรมช่วยให้ผู้ใช้โปรแกรมเข้าใจวัตถุประสงค์ ข้อมูลที่จะต้องใช้กับโปรแกรม ตลอดจนผลลัพธ์ที่จะได้จากโปรแกรม การทำโปรแกรมทุกโปรแกรมจึงควรต้องทำเอกสารกำกับ เพื่อใช้สำหรับการอ้างอิงเมื่อจะใช้งานโปรแกรมและเมื่อต้องการแก้ไขปรับปรุงโปรแกรม เอกสารประกอบโปรแกรมที่จัดทำ ควรประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้

  1. วัตถุประสงค์
  2. ประเภทและชนิดของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่ใช้ในโปรแกรม
  3. วิธีการใช้โปรแกรม
  4. แนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบโปรแกรม
  5. รายละเอียดโปรแกรม
  6. ข้อมูลตัวแทนที่ใช้ทดสอบ
  7. ผลลัพธ์ของการทดสอบ

การบำรุงรักษาโปรแกรม
เมี่อโปรแกรมผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว และถูกนำมาให้ผู้ใช้ได้ใช้งาน ในช่วงแรกผู้ใช้อาจจะยังไม่คุ้นเคยก็อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาบ้าง ดังนั้นจึงต้องมีผู้คอยควบคุมดูแลและคอยตรวจสอบการทำงาน การบำรุงรักษาโปรแกรมจึงเป็นขั้นตอนที่ผู้เขียนโปรแกรมต้องคอยเฝ้าดูและหาข้อผิดพลาดของโปรแกรมในระหว่างที่ผู้ใช้ใช้งานโปรแกรม และปรับปรุงโปรแกรมเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น หรือในการใช้งานโปรแกรมไปนานๆ ผู้ใช้อาจต้องการเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบงานเดิมเพื่อให้เหมาะกับเหตุการณ์ นักเขียนโปรแกรมก็จะต้องคอยปรับปรุงแก้ไขโปรแกรมตามความต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง